3 เทคนิคเด็ด เพิ่มยอดขายช่วงเทศกาลสำคัญ ด้วยโฆษณา Facebook Retargeting

Facebook Retargeting

คงไม่ยอมรับไม่ได้ว่า ช่วงตั้งเเต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปยาวจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า คือช่วงเทศกาลจับจ่ายใช้สอย เลือกซื้อของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขมากมาย เป็นต้นว่า

วันคริสมาสต์ เถลิงศก วันวาเลนไทน์ เลยไปถึงสงกรานต์ปีใหม่ไทย เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ ที่ควรมองหากลอุบาย ไม้เด็ดวิธีเพิ่มผู้บริโภคใหม่เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจตน

แต่การทำสื่อโฆษณากับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยรู้จักธุรกิจของเรามาก่อน ต้องใช้งบประมาณที่สูง เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความรู้จัก เกิดความเชื่อมั่น จนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการทำโฆษณากับฐานลูกค้าเดิมของธุรกิจ ซึ่งเป็นคนที่รู้จักและคุ้นเคยกับธุรกิจอยู่แล้ว หรือเคยเป็นลูกค้ามาก่อนแล้ว การจะทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ซื้อสินค้าจะทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ธุรกิจอาจใช้งบประมาณน้อยกว่ามากในการทำโฆษณา เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้รู้จักธุรกิจมาก่อน มีความศรัทธามาก่อน มีความต้องการอยู่แล้วบ้างไม่มากก็น้อย จึงต้องการการกระตุ้นในขั้นสุดท้ายเท่านั้นก่อนการตกลงใจซื้อ

Facebook มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำสื่อโฆษณาที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารกับกลุ่มผู้ซื้อที่รู้จัก หรือเคยซื้อสินค้ากับธุรกิจแล้วโดยตรง ที่เรียกว่า การทำ Retargeting ซึ่งการทำ Retargeting นี้ถือเป็นการทำสื่อโฆษณาบน Facebook ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดวิธีหนึ่ง โดยธุรกิจสามารถใช้กลเม็ด การทำ Retargeting เพื่อสร้างยอดขายให้ธุรกิจได้ด้วยมากมายวิธี ดังนี้

1. เคล็ดลับการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เคยรู้จักธุรกิจอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นลูกค้า
ผู้ใช้กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่รู้จักธุรกิจอยู่แล้ว เช่น เคยเข้าชมเว็บเพจธุรกิจ (Website Visitor) โดยธุรกิจสามารถจดจำผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้จากการ ติดตั้งโค้ด Retargeting ในหน้าเพจต่างๆ บนเว็บไซต์ เช่น หน้าแรก, หน้าแสดงรายละเอียดโปรดักส์ต่างๆ นอกจากนั้น ยังสามารถจดจำผู้ที่เข้ามากด Like Facebook Page ของธุรกิจอีกด้วย ซึ่งการทำ Retargeting ทำได้โดยการสร้างแคมเปญทางการตลาด ส่งสินค้าที่เด่น น่าสนใจ กระตุ้นการจดจำ สร้างความผูกพันให้ธุรกิจอยู่ในใจของกลุ่มผู้บริโภคนี้ จนกระทั่งสามารถสร้างความต้องการ และปลงใจซื้อสินค้าในที่สุด หรือ สร้างให้เกิดการกลับมาหาธุรกิจเอง เมื่อผู้ใช้เกิดความต้องการในสักวัน

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้บริโภคเคยมาเยี่ยมชมWebpage หรือเป็น Fan ใน Facebook Fan Page ของร้านอาหาร เราสามารถ Retargeting เชิญชวนผู้บริโภคกลุ่มนั้นมาซื้อคูปองบุฟเฟต์ โดยส่งโฆษณาไปแสดงในพื้นที่ของ Facebook บน News Feed ของกลุ่มลูกค้านี้ เพื่อชวนมาซื้อคูปองบุฟเฟ่ต์ทานอาหารกับครอบครัวหรือเพื่อนเพื่อสังสรรค์ในช่วงเดือนธันวาคมหรือมกราคม

2. กุศโลบายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสนใจในสินค้าบางรายการเจาะจง หรือเคยสั่งซื้อสินค้ารายการนั้นๆ แต่ยังไม่ได้ชำระเงิน
ผู้เยี่ยมชมเว็บที่เคยเข้ามาที่หน้าเว็บProductsบางรายการ หรือเคยสั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน แสดงให้เห็นว่าผู้นั้นมีความต้องการของซื้อของขายในระดับสูงมาก แต่อาจจะมีเหตุผลในอดีตที่ทำให้ยังไม่ซื้อ การสร้างแคมเปญมุ่งไปที่ของซื้อของขายรายการนั้นๆ แต่ให้ความคุ้มที่มากขึ้น เช่น ราคาพิเศษ หรือ โปรโมชั่น และส่งโฆษณาไปเฉพาะผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เฉพาะคนนั้น ๆ เพื่อเชิญชวนและกระตุ้นให้กลับมาซื้อสินค้าชิ้นนั้นอีกครั้ง เป็นทางเลือกที่นับว่าคุ้มค่าคุ้มเงินสื่อโฆษณาที่สุดอีกทางหนึ่งที่ธุรกิจไม่ควรพลาด

ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต้องการซื้อต้นคริสมาสต์สำหรับใช้ตกแต่งบ้าน แล้วเข้าไปในWebpageเคยดูต้นคริสมาสต์แบบหนึ่ง แต่ยังไม่ได้วางเงิน หากเว็บไซต์มีการทำ Retargeting เมื่อผู้บริโภคเข้ามาที่ Facebook ของตนก็จะพบกับแบนเนอร์สื่อโฆษณาต้นคริสมาสต์ร้านนี้ปรากฏอยู่ในหน้า News Feed ในพื้นที่โฆษณา

3. สร้างการซื้อซ้ำ หรือการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มจากผู้ใช้เดิม
สำหรับผู้ซื้อที่เคยสั่งซื้อสินค้าไปแล้ว และธุรกิจก็มีฐานข้อมูลของผู้บริโภคเหล่านั้น จัดเก็บไว้ในรูปแบบอีเมล หรือเบอร์ติดต่อ ธุรกิจก็สามารถนำมาทำ Retargeting เพื่อให้ผู้ใช้เหล่านั้นมาซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าชิ้นแรกที่ผู้บริโภคได้ซื้อไป หรือสินค้ารุ่นใหม่ ที่ใช้ร่วมกับสินค้าเดิม โอกาสในการเพิ่มยอดขายให้แก่ธุรกิจจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น หากธุรกิจทำ Retargeting จับคู่สินค้าได้อย่างถูกต้อง แนวทางนี้ทำได้ยากยิ่งนักสำหรับธุรกิจออฟไลน์ แต่การโฆษณาOnlineผ่าน Facebook ทำให้เกิดขึ้นได้

ยกตัวอย่างเช่น กิจการขายกล้องออนไลน์ มีฐานลูกค้าที่ซื้อกล้องแต่ละรุ่นไปแล้ว โดยเก็บอีเมลผู้บริโภคกลุ่มนี้ไว้ ธุรกิจสามารถเชิญชวนลูกค้าที่ซื้อกล้องรุ่นหนึ่ง ๆ มาซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและใช้งานร่วมกับกล้องรุ่นนั้นๆ โดยการทำ Retargeting ส่งโฆษณาไปยัง Facebook Newsfeed หรือเชิญชวนมาซื้อกล้องรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพมากกว่าเดิมก็ได้เช่นกัน

ในระยะนี้ที่ผู้บริโภคสามารถคัดสรรข้อมูลสินค้า บริการ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทำให้เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อนานมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนในการปิดการจำหน่ายกับลูกค้าใหม่ที่สูงขึ้น เพราะต้องสร้างการรับรู้และความเชื่อถือกว่าจะนำไปสู่การสั่งซื้อของซื้อของขายได้ ดังนั้น อย่าลืมที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดกับฐานลูกค้าเดิมที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว การทำโฆษณา Facebook Retargeting สู่ฐานผู้ซื้อเดิมของธุรกิจ นับว่า น่ารู้ และคุ้มค่าที่สุด!

คำแนะนำในการเลือกซื้อหา แท็บแล็ต

Tablet

1. ระบบปฏิบัติการ สิ่งแรกที่เราต้องรู้จักและทำความเข้าใจก็คือระบบปฏิบัติการ หลายคนอาจจะงงๆว่าระบบปฏิบัติการคืออะไร ? ระบบปฎิบัติการคือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ทแวร์ และเป็นรายการที่เป็นสื่อกลางให้โปรแกรมอื่นๆที่อิงกับระบบปฎิบัติการนั้นสามารถทำงานกับฮาร์ทแวร์ได้ โดยระบบปฏิบัติการที่เราคุ้นเคยเช่น Windows ซึ่ง Windows XP, Windows Vista หรือ Windows 7 ต่างๆเหล่านี้ถือเป็นระบบปฏิบัติการตัวนึง และแท็บเล็ตก็จำเป็นที่ต้องมีระบบปฏิบัติการไว้เพื่อใช้งาน ซึ่ง มีระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้งานกันได้แก่

iOS ระบบปฏิบัติการจากค่าย Apple ซึ่งแท็บเล็ตที่ใช้อยู่ก็คือ ไอแพต นั่นเอง และถ้าให้พูดถึงจุดเด่นของ iOS แล้วละก็คงจะเป็นที่ความสามารถในการทำงานกับฮาร์ดแวร์ และจัดการหน่วยความจำที่ดีถ้าเทียบกับแท็บเล็ทอื่นที่มีหน่วยความจำและหน่วยประมวลผลกลางเท่ากันแล้ว iOS ยังมีการทำงานที่ดีกว่า ส่วนข้อด้อยเป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวที่ไม่รองรับ Flash (ไม่สามารถแสดงผลได้) และการเชื่อมต่อที่ต้องทำผ่านซอฟท์แวร์ iTune เท่านั้น

Android ระบบปฏิบัติการจากค่าย google เดิมทีทาง Google ได้พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนซึ่งก็มีบางค่ายได้นำไปปรับปรุงแล้วใส่ในแท็บเล็ต ตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy Tab รุ่นแรกโดยตัวระบบปฏิบัติการที่ใช้นั่นจะเป็น Android Froyo ต่อมาทาง Google ถึงได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่นใหม่ให้รองรับแท็บเล็ตที่มีจอขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนโดยตั้งชื่อมันว่า Honeycomb ซึ่งจะมีหลายเวอร์ชั่นด้วยกันดังต่อไปนี้
3.0 - เป็นเวอร์ชั่นแรกที่ออกมาสำหรับแท็บเล็ตโดยเฉพาะ การทำงานโดยรวมทั้งความรวดเร็วและความลื่นเมื่อเทียบกับ iOS แล้วยังสู้ไม่ได้ แต่จะได้เปรียบและดีกว่า iOS ตรงรองรับ Flash และส่วนการเชื่อมต่อที่ทำได้ง่ายเพียงแค่เสียบเข้ากับเครื่องคอมก็จะมองเห็นเป็นอุปกรณ์อีกตัวนึงสามารถทำงาน copy, paste, delete ไฟล์ต่างๆได้สะดวก
3.1 - มีการปรับปรุงจากเวอร์ชั่น 3.0 ในด้านความเร็วในการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อและโอนถ่ายข้อมูลผ่านช่อง USB
3.2 - เพิ่มโหมดการแสดงผลสำหรับแอพพลิเคชั่นบนมือถือให้สามารถแสดงผลบนแท็บเล็ตได้อย่างถูกต้อง และปรับปรุงให้รองรับกับแท็บเล็ตขนาดจอ 7 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการ ขยายหน้าจอ (Zoom)

Windows ระบบปฏิบัติการจากค่าย Microsoft หลายคนอาจจะชินและรู้จักมักคุ้นกับการใช้งาน Windows เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งหน้าจอเป็นแบบสัมผัสอีกด้วยก็ช่วยให้แท็บเล็ตน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามตัว Windows 7 นั้นยังคงไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้สำหรับแท็บเล็ต บางส่วนจึงอาจจะกระจิ๋วเกินไปที่จะใช้นิ้วสัมผัสได้ นอกจากนี้ระยะเวลาการใช้งานก็ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบกับ iOS, Android และ BlackBerry Tablet OS

BlackBerry Tablet OS ระบบปฏิบัติการจากค่าย RIM เจ้าของมือถือสมาร์ทโฟน BB นั่นเอง โดยระบบปฏิบัติการตัวนี้จะพัฒนามาสำหรับ PlayBook โดยเฉพาะ การทำงานโดยรวมก็ถือได้ว่าลื่นไหลไม่แพ้ iOS นอกจากนี้ยังออกแบบการใช้งานโดยวิธีการสัมผัสต่างๆช่วยให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น จุดเด่นอีกอย่างก็คือการทำงานของ Multitasking หรือเปิดแอพพลิเคชั่นหลายตัวพร้อมกันสามารถทำได้ดีกว่าระบบปฏิบัติการตัวอื่นๆ หรือเทียบเท่า Windows ได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม PlayBook จำเป็นจะต้องมีมือถือ BB ถึงจะสามารถใช้งานส่วน เช็คอีเมลล์, รายชื่อ, ปฏิทิน, BBM ได้ และยังไม่รองรับภาษาไทยอีกด้วย

WebOS ระบบปฏิบัติการแบบออนไลน์ นั่นเอง เราสามารถที่จะทำงานต่างๆ ได้โดยผ่าน Web Browser ดังน้ันมี Web Browser ก็สามารถทำงานได้แล้ว ไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม ไม่ต้อง Save file ลงในฮาร์ดแวร์ และเมื่อแก้ไขงานเสร็จแล้วไฟล์ดังกล่าวจะอยู่ใน WebOS ทำให้สามารถทำงานต่อได้ทุกที่ทุกเวลา จุดนี้น่าจะเป็นจุดแข็งของ WebOS แต่ถ้าไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ทก็ไม่สามารถทำงานได้ จุดนี้กลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของ WebOS ทำให้ไม่เป็นที่นิยม จน HP ประกาศเลิกพัฒนาไปในที่สุด

2. ขนาดจอ แท็บเล็ตในท้องตลาด ณ ตอนนี้มีหลายขนาดให้เลือกซื้อ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานหรือความชอบของแต่ละคน โดยผมจะขอแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังต่อไปนี้ คือ

7 นิ้ว - ขนาดไม่ใหญ่มากพกพาสะดวกเหมือนกับเราพกพ็อกเก็ตบุ๊คสักหนึ่งเล่ม

10 นิ้ว - จอใหญ่แสดงผลได้เยอะแต่ขนาดและน้ำหนักก็จะใหญ่และสูงตามไปด้วย

3. น้ำหนัก ถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเรามักจะถือใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากชั่วโมงบินที่ผมได้สัมผัสมาหลายตัวบอกได้เลยว่าตัวที่มีน้ำหนักประมาณ 700 กรัมจะถือได้ไม่นานเท่าไรนัก และยิ่งถ้าเป็นอิสตรีแล้วละก็คงจะถือไม่ไหวอย่างแน่แท้ต้องอาศัยการวางบนโต๊ะสลับกับถือเป็นระยะๆแทน หรืออีกวิธีก็คือวางบนตักคงพอใช้งานได้นานขึ้นอีกนิด

4. การเชื่อมต่อInternet แท็บเล็ตส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นกว้างๆได้แก่ WiFi และ 3G + WiFi การเลือกซื้อเราต้องดูประเภทการใช้งานของตัวเราเอง

ถ้าเราใช้เฉพาะในบ้านหรือในอาคารเสียเป็นส่วนใหญ่รุ่น WiFi อย่างเดียวก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วเพราะราคาจะไม่สูงมากสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่าย WiFi ภายในบ้านหรือตามสถานที่ต่างๆได้
แต่ถ้าในกรณีที่เราออกข้างนอกบ่อยๆหรือใช้ชีวิตบนรถมากกว่าอยู่ในบ้านคงต้องเป็นรุ่น 3G + WiFi เพราะ 3G จะมีสัญญาณที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า แต่ราคาก็จะสูงกว่ารุ่น WiFi อย่างเดียวประมาณ 2 - 3 พันบาท
หรืออีกกรณีถ้าใครมี MiFi อยู่แล้ว (อุปกรณ์สำหรับกระจายสัญญาณ WiFi โดยเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 3G ราคาตัวอุปกรณ์ตกประมาณ 3 - 4 พันบาท) ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่น 3G + WiFi ก็ได้ซื้อรุ่น WiFi อย่างเดียวก็เพียงพอ แต่ถ้าใครไม่มี MiFi และไม่อยากจะซื้อรุ่น 3G + WiFi ยังมีอีกตัวเลือกก็คือ AirCard เนื่องจากตัวอุปกรณ์มีราคาไม่สูงเพียง 1 - 2 พันบาท แต่ก็จะใช้ได้เพียงแท็บเล็ตที่รันระบบปฏิบัติการ Windows เท่านั้นระบบปฏิบัติการอื่นๆยังคงไม่รองรับ

5. ความจุ ในที่นี้ก็คือพื้นที่เก็บข้อมูลภายในหรือบางที่ก็เรียกว่าหน่วยความจำ มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่นหลายขนาดได้แก่ 16GB/32GB/64GB แต่มูลค่าก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆรุ่นละ 2-3 พันบาท การเลือกซื้อส่วนใหญ่ไฟล์ที่กินพื้นที่มักจะเป็นไฟล์หนังซึ่งเรื่องนึงก็กินไป 1 - 2GB แล้ว ถ้าใครไม่เก็บไฟล์หนังไว้บนเครื่องเพียงแค่เก็บไฟล์เพลง รูป + แอพพลิเคชั่นเล็กน้อยขนาด 16GB ก็ถือว่าพอเพียงแล้ว แต่ถ้าใครไม่ต้องการมานั่งลบบ่อยๆและมีงบประมาณระดับนึงก็ให้เลือกขนาดความจุที่สูงๆเข้าไว้ครับ

ถึงอย่างไรแท็บเล็ตบางรุ่นจะมีส่วนเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาหลายรูปแบบซึ่งก็ถือเป็นตัวที่ต้องนึกถึงด้วยเหมือนกันเพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อความจุเยอะๆ แต่อาศัยเก็บข้อมูลที่อื่นแทน ตัวอย่างเช่น

ถ้าเครื่องไหนที่มีช่องเสียบการ์ด microSD จะเหนือชั้นกว่าเพราะสามารถไปเก็บข้อมูลในการ์ดแทนได้
อีกวิธีที่ช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งานก็คือบริการ cloud หรือกลุ่มเมฆซึ่งเราสามารถนำไฟล์ไปฝากไว้ที่บริการนี้ได้โดยไม่ต้องเก็บไว้ในเครื่อง
Clear.fi เป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะแท็บเล็ตของ Acer เท่านั้นโดย Clear.fi จะช่วยให้เราสามารถเล่นไฟล์เพลง, ดูไฟล์หนังและดูรูปโดยที่ไม่ต้องเก็บไฟล์เหล่านั้นลงบนเครื่องเลย เพียงแต่อ่านไฟล์จากเครื่องอื่นผ่านเครือข่าย WiFi แทนและเป็นแบบ Streaming ด้วยไม่ต้องรอก็อปปี้ไฟล์

6. ช่องเสียบ สำหรับ iPad นั้นจะไม่มีช่องเสียบใดๆติดมากับตัวเครื่องต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมถึงจะสามารถใช้งานได้ แต่สำหรับแท็บเล็ต Android และ Windows ส่วนมากจะมีช่องเสียบเพิ่มเติมติดมากับตัวเครื่องเลยทำให้เราไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมใดๆก็ถือเป็นการประหยัดรายจ่ายในส่วนหนึ่ง สำหรับช่องเสียบต่างๆบนแท็บเล็ตนั้นมีดังต่อไปนี้

USB / Mini USB / micro USB - สำหรับเสียบ Flash Drive, External Harddisk, เม้าส์, คีย์บอร์ด
HDMI / mini HDMI / micro HDMI - เอาไว้ต่อเอาภาพจากแท็บเล็ตออกจอทีวี
SD / SDHC / microSD - กล้องดิจิตอลหรือกล้องวีดีโอส่วนมากจะใช้การ์ด SDHC หรือ SD ซึ่งเราก็สามารถจะนำไปเสียบเข้ากับแท็บเล็ตที่มีช่องกลุ่มนี้เพื่อทำการโอนถ่ายข้อมูลได้โดยทันที หรือถ้าเครื่องไหนมีช่องเสียบ microSD ก็สามารถใช้เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆได้มากกว่าความจุที่มีอยู่ในเครื่อง

7. แอพพลิเคชั่น เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมิติและอรรถประโยชน์ในการใช้งานของแท็บเล็ต ถ้าให้เรียงลำดับตามแอพพลิเคชั่นที่ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดผมให้แท็บเล็ตที่รันระบบปฏิบัติการ Windows มาเป็นที่หนึ่ง รองลงมาคือ iOS, Android และ BlackBerry Tablet OS

8. ลูกเล่นเพิ่มเติม เหตุเพราะหลายๆบริษัทต้องการสร้างความแตกต่างให้กับแท็บเล็ตของตัวเอง บางบริษัทจึงได้มีการเพิ่มเติมฟีเจอร์และลูกเล่นต่างๆให้แหวกแนวจากค่ายอื่นๆ ดังเช่น

ฮาร์ดแวร์

คีย์บอร์ด Dock สำหรับแปลงร่างเป็นเน็ตบุ๊คของ ASUS Eee Pad Transformer
คีย์บอร์ด Dock สำหรับแปลงร่างเป็นเน็ตบุ๊คของ Acer Iconia Tab W500, W501
ปากกา Magic Pen ของ HTC Flyer
กล้องถ่ายภาพ 3 มิติ ของ LG Optimus Pad

ซอฟท์แวร์

TouchWiz UX ใน Samsung Galaxy Tab 10.1
Clear.fi ใน Acer Iconia Tab A500, A501, W500, W501
โทรได้ Samsung Galaxy Tab รุ่นแรก

9. มูลค่า ข้อนี้สำหรับผมถือเป็นปัจจัยหลักครับ ตามความนึกคิดของผมยังเห็นว่าแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์น้อยกว่าโน๊ตบุ๊ค ซึ่งถ้าราคาสูงเกินไปก็ดูจะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และช่วงนี้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นและทดลองตลาดกันเสียมากกว่าราคาส่วนใหญ่ยังคงสูงอยู่ แต่ถ้าใครตัดสินใจที่อยากจะได้สักตัวมาไว้ใช้งานก็ควรจะเลือกซื้อตัวที่สนนราคาไม่สูงจนเกินไป

กล่าวสรุป
แท็บเล็ตมิใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของเรา การจะซื้อแท็บเล็ตสักตัวอยากให้พิจารณาถึงประโยชน์ที่เราจะได้จากมันหรือง่ายๆคือซื้อมาแล้วได้ใช้งานไม่ต้องแปรสภาพไปเป็นที่ทับกระดาษ แต่ถ้าคิดแล้วไม่มีหรือซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้อะไร ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งซื้อจะดีกว่าครับเพราะแท็บเล็ตตัวนึงค่าใช้จ่ายไม่ถือว่าถูก ควรจะซื้อเมื่อเราต้องใช้งาน แท็บเล็ตถึงจะมีผลประโยชน์มากที่สุด

เพราะเหตุอะไรเครื่องรถสะดุดหลังจากการอัดฉีด

ล้างอัดฉีด

การล้างชำระล้างในห้องเครื่องยนต์ โดยเฉพาะตัวปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยกับรถยนต์ลักษณะที่ใช้ระบบควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด หรือกับรถที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์สูง ในเหตุจำเป็นของการล้างอัดฉีดทำความสะอาดในห้องเครื่องยนต์นั้น ถ้าพูดถึงแล้วแทบจะไม่มีความจำเป็นเอาเสียเลย สำหรับรถยนต์ล้ำสมัยที่ได้ถูกพัฒนาปรับปรุงในการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจาก ระบบคาร์บูเรเตอร์เปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีดหรือระบบอิเล็กทอนิกส์ทำหน้าที่ควบ คุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแทนเพราะหน้าที่ของระบบหัวฉีดจะอาศัยความกดดันจาก ปั๊มหัวฉีดเชื้อเพลิงผ่านตรงท่อไอดี ดังนั้น โอกาสที่หัวฉีดจะอุดตันหรือเกรอะคงจะเป็นไปได้ยากเข็ญมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความ ว่าจะไม่มีวันอุดตันเอาเสียเลย เว้นเสียแต่ว่าจะเสื่อมหรือเสียหายจากอายุการใช้งานเท่านั้น ซึ่งท่านสามารถตรวจทานได้ด้วยตัวเองโดยดูลักษณะการกระจายเป็นฝอยของน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะฉีด ตรวจสอบไม่มีการรั่วซึมหรือมีน้ำมันเกาะเป็นหยดที่ปลายหัวฉีด และตรวจเช็คปริมาณการฉีดของน้ำมันแต่ละตัวว่าเท่ากันหรือไม่ ถ้าพบว่ามันเพี้ยนถึงจะทำการล้างหรือแก้ไข หลังจากล้างและปรับปรุงเรียบร้อยแล้วก็ควรต้องมีการพิจารณาลักษณะการฉีดและ ปริมาณการจ่ายน้ำมันอีกครั้งเพื่อความเชื่อมั่น

ในวิธีเดียวกัน การล้างทำความสะอาดห้องเครื่องจักรกลก็ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะส่วน ของเนื้อที่หัวฉีดเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงบริเวณส่วนต่างๆ ภายในห้องเครื่องยนต์ด้วย ที่ส่วนใหญ่มักเกิดปัญหาหลังการล้างอัดฉีด ก็คือความรูู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบรรดาเจ้าหน้าที่ปั๊ม ที่นำเครื่องฉีดน้ำที่มีแรงดันน้ำสูงๆ ชนิดฉีดไปตรงไหนเศษดินหลุดที่นั่น และยิ่งถ้าเป็นรถยนต์ที่สภาพเก่าๆ แล้ว รับรองได้ว่าต้องมีชิ้นส่วนตรงไหนสักแห่งลอยกระเด็นหลุดออกมาให้จับต้องหรือ กระเด็นหายลอยไปตามสายน้ำได้เหมือนกัน นอกจากชิ้นส่วนจะกระเด็นออกมาแล้ว ตามจุดซีลต่างๆ ปลั๊กสายไฟ ขั้วสายจานจ่าย สายหัวเทียน ฯลฯ จะมีน้ำเข้าไปซ่อนอยู่ตามรูตามซอก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการลัดวงจรขึ้นได้ และถ้ายิ่งมีน้ำขังไว้นานๆ ขั้วสายไฟต่างๆ อาจจะเป็นสนิมได้ และสิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เกิดอาการเครื่องสะดุด และทำให้เกิดควันดำได้เช่นกัน ฉะนั้นเมื่อเครื่องยนต์เกิดอาการสะดุดหรือดับ ควรตรวจสอบที่จุดสายไฟแรงสูง เช่น สายคล้องจุดระเบิด สายหัวเทียน ถ้ามีน้ำเกาะหรือไหลเข้าไปที่ขั้วภายในก็ใช้ผ้าแห้ง เช็ดทำ ความสะอาดที่จานจ่าย หรือถ้ามีน้ำยาไล่ความชื้นก็นำมาฉีดบาง ๆ ที่จานจ่ายและบนตัวเรือน แต่ห้ามใช้น้ำยาฉีดเข้าไปด้านในจานจ่าย เพราะจะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในชำรุดได้

ในส่วนของขั้วปลั๊กที่สำคัญ เช่น ปลั๊กแอร์โฟลมิเตอร์(MASS AIR FLOW SENSER) ซึ่งเป็นตัวเซ็นเซอร์วัดปริมาณอากาศที่ติดอยู่ใกล้ๆ กับที่กรองอากาศ และปลั๊กของแคร้งเองเกิล (CRANCK ANGLE SENSER -จานจ่าย ) ปลั๊กของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (WATER TEMP SENSER ) และสวิทซ์ลิ้นปีกผีเสื้อ (THROTTLE POSITION SENSER SW. ) ควรตรวจว่ามีน้ำเข้าอยู่ภายในหรือไม่ โดยการถอดปลั๊กออก สังเกตน้ำที่ขังอยู่ภาย ในถ้ามีให้ใช้ลมเป่าออกให้แห้ง แล้วใช้น้ำยาไล่ความชื้นฉีดไล่อีกที จากนั้นก็นำมากอปรกลับเข้าที่เดิม แล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์อย่าพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าได้กระทำตามขั้นตอนหรือเป่าลมตามจุดสำคัญ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่หมดไฟ การล้างห้องเครื่องยนต์ที่ควรกระทำได้คือการใช้น้ำที่ปล่อยไหลออกจากสายยาง เองพร้อม ผ้าหรือฟองน้ำนุ่ม ๆ เช็ดทำความสะอาดเฉพาะจุดที่มอซอมากๆ เท่านั้น และที่สำคัญควรหลีกหนีการราดน้ำไปบนชิ้นส่วนที่สำคัญต่างๆ จากนั้นจึงใช้ผ้าเช็ดออกให้แห้งและสตาร์ทเครื่อง ยนต์ ปล่อยให้เครื่องร้อนไล่น้ำและความชื้นที่หลงเหลือออกไป เท่านี้ก็สามารถล้างชำระทำ ความสะอาดเครื่องยนต์ของคุณให้สะอาดและใหม่อยู่เสมอ ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องไปเสียค่าใช้จ่ายในการ อัดฉีดจากปั๊ม ซึ่งจะเกิดผลเสียให้กับรถยนต์ของท่านโดยไม่รู้ที่มาเป็นไปได้

ท่านพร้อมสรรพแล้วหรือยังกับการเตรียมตัวจัดสรรงบด้าน ดิจิตอล มีเดียร์ ปี 58

ไม่ยอมรับไม่ได้ว่า ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง หรือการทำตลาดบนโลก Online ในทุกวันนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น จากการสำรวจของ Gartner ที่ตีพิมพ์ในเดือนพฤศจิกายน 2014 ที่ผ่านมา งบสำหรับดิจิตัล มาร์เก็ตติ้งจะเพิ่มขึ้น 8% ในปี 2015 และในปี 2014 นี้ หลายบริษัทมีการใช้จ่าย 10.2% (โดยเฉลี่ย) ของเงินรายได้ทั้งปีสำหรับกิจกรรมด้านการตลาดที่ครอบคลุมงบประมาณทุกไตรมาส ผลการสำรวจพบว่าจาก 51% ของบริษัทที่กำหนดแผนการเพิ่มงบประมาณด้านดิจิตัล มาร์เก็ตติ้งในปี 2015 มีการเพิ่มขึ้นถัวเฉลี่ยโดยประมาณ 17%

Laura McLellan รองประธานฝ่ายวิจัยของ Gartner กล่าวว่า “เส้นแบ่งระหว่างมาเก็ตติ้งในรูปแบบดิจิทัลกับMarketingแบบดั้งเดิมนั้นยังคงไม่ชัด” ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งยังคงเป็นส่วนน้อยในการตลาดของยุคดิจิทัลสำหรับในปี 2014 นั่นทำให้นักการตลาดสามารถจัดแจงและวางแผนกับส่วนประสมการตลาด (marketing mix) ได้ลงตัวกว่าปีก่อนๆ ที่อยู่ในรูปแบบOnlineและออฟไลน์ ส่งผลให้โมเดลการซื้อของลูกค้าที่มีชั่วโมงบินด้านดิจิทัล ถูกเปลี่ยนมาเป็นการให้บริการตนเองมากขึ้น และสุดท้ายก็จะช่วยลดงบประมาณที่ใช้ในการเร่งยอดจำหน่ายในรูปแบบเดิมๆ ได้ หรือกล่าวได้ว่าดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งจะช่วยเพิ่มผลกำไร ในขณะที่ใช้งบประมาณเท่าเดิม และยังช่วยเพิ่มความช่ำชองของผู้บริโภคโดยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านทางช่องทางต่างๆ ได้มากขึ้น

ตามที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่มีปริศนาว่า เหตุใดดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งจึงโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในปี 2015? แต่คำถามที่ตามมาคือ จะจัดสรรงบประมาณของดิจิทัลมีเดียอย่างไรดีให้มีศักยภาพสูงสุด? ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีโมเดลไหนที่จะเหมาะสมกับทุกธุรกิจ แม้ว่าคู่ปรับทางตรงจะมีกุศโลบายที่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าการจัดสรรงบประมาณแบบเดียวกันจะให้บทสรุปเหมือนกันเสียทีเดียว แต่ปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต้องทำในการเสนอช่องทางไปยังผู้บริโภคคือ ดูว่าผู้บริโภคจะมีปฏิสัมพันธ์กับโอกาสเหล่านั้นเช่นไร

budget

วิดีโอสื่อโฆษณา
ตามที่ eMarketer บริษัทวิจัยตลาดในโลกดิจิทัลพยากรณ์ว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีเม็ดเงินลงโฆษณาทางวิดีโอที่เพิ่มขึ้นไปตลอดจนถึงปี 2018 อีกงานวิจัยที่จัดทำโดย Interactive Advertising Bureau (IAB) พบว่า การลงโฆษณาวิดีโอออนไลน์ผ่านช่องทางอย่าง ยูธูป ก่อนที่จะลงสื่อโฆษณาทางทีวี จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของโฆษณาทั้งทางวีดีโอออนไลน์และทางโทรทัศน์ การเติบโตแบบก้าวกระโดดของดิจิทัลวีดีโอและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของโฆษณาทางทีวีนั้น อาจจะแสดงให้นักการตลาดในประจุบันเล็งเห็นถึงเหตุจำเป็นที่จะต้องพิจารณาวิธีที่ยอดดีในการจัดการเนื้อหาระหว่างหน้าจอทีวีและดิจิทัลวิดีโอ

สื่อโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ
ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นักการตลาดควรเฝ้าดูในการแบ่งสรรงบ เราทราบกันดีว่าดิจิทัลทีวีและโฆษณาวีดีโอออนไลน์จะเติบโตอย่างมาก และในปี 2014 เราได้เห็นความสลักสำคัญของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือที่มีมากกว่าการใช้งานผ่านเดสก์ท็อปแล้วในสหรัฐฯ หากเรานำสองอย่างนี้มารวมกัน จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ทวีคูณ เพราะผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่รับชมวีดีโอผ่านทางมือถือนั่นเอง ตามที่ KPCB Mary Meeker’s 2014 Internet Trends Report ได้พิเคราะห์ว่า 22% ของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีการรับชมวิดีโอดิจิทัล

Content Marketing
เพราะรายการค้นหาหรือ search engine ในล่าสุดสามารถทำความรู้ความเข้าใจในคำค้นหาได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ยิ่งมีการพัฒนาเนื้อหาให้มีคุณภาพมากเท่าใด ก็จะยิ่งส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อมากเช่นกัน ในปี 2014 เราได้เห็นการเชื่อมโยงระหว่าง SEO และ Content Marketing แล้ว และจะยิ่งเห็นมากขึ้นในปี 2015 ในขณะที่ Content Marketing ได้มีการเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ของ SEO และโซเชียลมีเดียนั้น ช่องทางการตลาดก็จะเติบโตอย่างรวดเร็วไปตามๆ กัน นำไปสู่มาเก็ตติ้งแบบ Influencer และบล็อกออนไลน์

เมื่อได้เห็นพลังของช่องทางMarketingในการขับเคลื่อนข้อมูล ข่าวสาร สาระสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนเหล่านี้จึงถูก Retargeting หรือมีการกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับเข้ามาเลือกซื้อสินค้าและบริการอีก เห็นได้จากการศึกษาของ comScore ที่มีการ Retargeting สื่อโฆษณา ทำให้มีการค้นหาแบรนด์ผ่าน smart search เพิ่มขึ้นถึง 1046% และ 726% ของการเข้าชมWebpageภายใน 4 สัปดาห์หลังจากที่มีการทำ Retargeting ถือว่าเป็นกลเม็ดที่มีศักยภาพมากในการสร้างโอกาสให้เกิดการซื้อสินค้ามากขึ้น

ที่มา : http://okamproonline.blogspot.com

มาพูดถึงการบิน airasiago เปิดแอพฯดันยอดจอง ...

สวัสดีค่ะ มาอัพเดตเหตุการณ์ของ Business กันวันนี้เราจะมาพูดถึงการบิน แอร์เอเชีย ค่ะเชื่อว่าคงจะมีหลายๆคนที่มักจะชอบบินไปเมืองนอก หรือบินไปกลับนอกเมืองด้วยเครื่องบินแอร์เอเชียสายนี้กันบ้าง บางคนก็บอกว่ามันไม่ค่อยราบรื่นที่จะไปต่อแถว ในการเรียงแถวเพื่อขึ้นเครื่อง หรือซื้อพาสปอตร์ตรวจเช็คเอกสารสักเท่าไหร่

AirAsiaGo

วันนี้เลยจะมาเสนอแนะ ระบบใหม่ของ airasiago ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานคะ และเหมาะมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการ ความสะดวกและนำสมัย สำหรับแอร์เอเชียข่าวเปิดตัวนั้นก็คือได้ทำการเปิดตัวระบบแอพ จองตั๋วขึ้นเครื่องนั่นเองละคะ

โดย แอพนี้ airasiago เปิดขึ้นเพื่อ กระตุ้นยอดจองเร็วยิ่งขึ้นเพราะอะไรอันนี้คงยังไม่ทราบประเด็น โดยจะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่จองห้องพัก ตั๋วเครื่องบินผ่านช่องทางออนไลน์ บนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น โดยได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่น AirAsiaGo Thailand เป็นทางการในประเทศไทยเป็นตลาดแรกของอาเซียน

ทั้งนี้ได้เปิดให้ดาวน์โหลด แอพพลิคชั่น airasiago ได้ตั้งแต่ ก.ย. แล้วโดยไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ตั้งเป้าหมายว่าหลังจากนี้จะมียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น airasiago 1 ล้านครั้ง 1 ปีจากนี้ เป็นยอดจากประเทศไทย 2 แสนครั้ง.......

ซึ่งในการจัดตั้งแอพขึ้นนั้นก็เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึง สำหรับใครที่อยากจะไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือออกเมืองนอกก็สามารถ จองตั๋วผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต กันได้แล้ววันนี้สะดวกรวดเร็ว และง่ายสำหรับการใช้งาน เพราะเช่นนั้นแล้วอย่าพลาดกับแอพใหม่ ในการจองตั๋วเที่ยวบิน ที่ใช้ระบบสะดวกว่องไวใช้งานได้ง่ายและก็ค่อนข้างตามสมัยเหมาะมากๆสำหรับยุคนี้อะไรๆมันก็ต้องสบายและก็รวดเร็วไปหมดสามารถประหยัดเวลาได้มาก และยังจะเอาเวลาตรงนี้ไปทำอย่างอื่นได้อีกแน่นอนคะว่าเวลานั้นมันมีค่าไม่ควรช้า

เยี่ยมชมบล็อกนี้ของเราด้วยครับ Recommended businesses