ทัวร์จีน ทัศนาจรเมืองจีน Elite The Best of Beijing 5D4N
สุดยอดของโปรแกรมปักกิ่ง “(เที่ยว) ครบ (เต็ม) อิ่ม (พัก) หรู” เยือนแผ่นดินถิ่นมังกร ดินแดนแห่งความศิวิไลซ์นับพันปี ดีไซน์การเดินทางอย่างสร้างสรรค์ นั่งกระเช้าสู่ กำแพงสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สัมผัสช่วงเวลาการเยือนกำแพงสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีสีสันมากที่สุด ในบรรยากาศความโรแมนติคกับใบไม้แดง ตื่นตากับการแสดงสุดอลังการ กายกรรมปักกิ่ง เอาใจเหล่านักช้อป ถนนหวังฝูจิ่ง-ถนนโบราณเฉียนเหมิน-ตลาดรัสเซีย เสิร์ฟอาหารเลิศรส หมูหัน – เป็ดปักกิ่ง – ซีฟู้ดกุ้งมังกร - บุฟเฟ่ต์ระดับ 6 ดาว GOLDEN JAGUAR พักโรงแรมระดับ 5 ดาว MARRIOTT BEIJING NORTHEAST HOTEL พร้อม เดินทางสะดวก โดย สายการบินไทย และการบริการสุดตราตรึงใจ http://www.eliteholidaythai.com ทัวร์จีน ท่องเที่ยวเมืองจีน มังกรสุดยิ่งใหญ่ จุดศูนย์กลางแห่งมหาอำนาจทุกด้าน ต้นกำเนิดอารยธรรมแสนมหัศจรรย์ และจารีตที่ฝั่งรากไปทั่วแผ่นดิน
Showing posts with label ทัวร์จีน. Show all posts
Showing posts with label ทัวร์จีน. Show all posts
โพสต์นี้ขอแนะนำบริษัทท่องเที่ยว บริษัทรับจัดทัวร์ระดับ5ดาว
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด เราได้เริ่มเปิดตัวขึ้น เพราะเราตั้งใจให้วันหยุดพักผ่อนของคุณเป็นวันพิเศษ และหนึ่งในทางเลือก คือการท่องเที่ยว ทัวร์ยุโรป การเดินทางเพื่อพักผ่อน สนุกสนานตื่นเต้น หรือเพื่อหาความรู้ ในแต่ละประเทศต่างก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปสัมผัส ทั้งทางด้านประวัติศาสต์ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของภูมิภาคนั้นๆ บริษัทฯ มีนโยบายที่จะให้บริการท่านด้วยคุณภาพ ด้วยทึมงานที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความรู้ และการบริการ ทั้งนี้เรายังให้ความสำคัญในส่วนต่างๆ ของที่พัก ร้านอาหาร สายการบินที่มีมาตรฐาน
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจที่เอื้ออำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวให้ความรู้ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มุ่งให้ความพึงพอใจ มอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความประทับใจ และให้ได้รับความไว้วางใจ สร้างสรรค์ผลงานให้เป็นประโยชน์ ให้คนยอมรับในวงกว้าง เป็นผู้ให้ความสะดวกในด้านการบริการการท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศต่อไปนี้
-บริการจัดนำเที่ยวแบบหมู่คณะ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-บริการจัดโปรแกรมดูงาน สัมนา ทัศนศึกษา วอล์คแรลลี่ หรือพักผ่อนประจำปี
-บริการการท่องเที่ยวแบบแพคเกจทัวร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-รับจองตั๋วเครื่องบิน ทั้งในประเทศ และทัวร์ต่างประเทศ
-รับจองห้องพัก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-ให้คำปรึกษาด้านข้อมูลการท่องเที่ยว
-ให้คำปรึกษา และทำวีซ่า
-รับจองตั๋วรถไฟ JR PASS, EURO PASS
-บริการรถให้เช่า
เชิญร่วมเปิดโลกกว้างไปกับเรา เข้าสู่ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความทรงจำกับทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยว
ผลงานที่ผ่านมาบางส่วน
-ร่วมกับการท่องเที่ยวสำนักงานนครราชสีมา จัดงาน ปากช่อง คาวบอย ไนท์
-บริษัท ทรานส์ เนียก้า (ประเทศไทย) จำกัด ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน เมืองปักกิ่ง, ฮ่องกง
-บริษัท AIA ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน ปักกิ่ง-เกาหลี
-บริษัท C.P. Consumer Co.,Ltd. ท่องเที่ยว ทัวร์สิงคโปร์ ณ ประเทศสิงคโปร์
-บริษัท ว่านลี่ จำกัด ท่องเที่ยว ทัวร์จีน ณ ประเทศจีน ปักกิ่ง
-บริษัท ทีโอที ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้
-Glass Line Co., Ltd. ท่องเที่ยวในประเทศ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
-Great Eastern Drug Co., Ltd. ท่องเที่ยวในประเทศ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
-Oishi ท่องเที่ยวต่างประเทศ ฮ่องกง
-CP Consumer Co., Ltd. ท่องเที่ยวต่างประเทศ ทัวร์ญี่ปุ่น
-CP Interfood Co., Ltd. ท่องเที่ยวต่างประเทศ เกาหลี
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
193/152 ชั้น12 เลครัชดาออฟฟิศคอมเพล็กซ์ ถนนรัชดาภิิิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม. 10110
โทรศัพท์ 02 661 9399 แฟกซ์ 02 661 9788
เว็บไซต์ http://www.eliteholidaythai.com
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจที่เอื้ออำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวให้ความรู้ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มุ่งให้ความพึงพอใจ มอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความประทับใจ และให้ได้รับความไว้วางใจ สร้างสรรค์ผลงานให้เป็นประโยชน์ ให้คนยอมรับในวงกว้าง เป็นผู้ให้ความสะดวกในด้านการบริการการท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศต่อไปนี้
-บริการจัดนำเที่ยวแบบหมู่คณะ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-บริการจัดโปรแกรมดูงาน สัมนา ทัศนศึกษา วอล์คแรลลี่ หรือพักผ่อนประจำปี
-บริการการท่องเที่ยวแบบแพคเกจทัวร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-รับจองตั๋วเครื่องบิน ทั้งในประเทศ และทัวร์ต่างประเทศ
-รับจองห้องพัก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
-ให้คำปรึกษาด้านข้อมูลการท่องเที่ยว
-ให้คำปรึกษา และทำวีซ่า
-รับจองตั๋วรถไฟ JR PASS, EURO PASS
-บริการรถให้เช่า
เชิญร่วมเปิดโลกกว้างไปกับเรา เข้าสู่ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความทรงจำกับทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยว
ผลงานที่ผ่านมาบางส่วน
-ร่วมกับการท่องเที่ยวสำนักงานนครราชสีมา จัดงาน ปากช่อง คาวบอย ไนท์
-บริษัท ทรานส์ เนียก้า (ประเทศไทย) จำกัด ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน เมืองปักกิ่ง, ฮ่องกง
-บริษัท AIA ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน ปักกิ่ง-เกาหลี
-บริษัท C.P. Consumer Co.,Ltd. ท่องเที่ยว ทัวร์สิงคโปร์ ณ ประเทศสิงคโปร์
-บริษัท ว่านลี่ จำกัด ท่องเที่ยว ทัวร์จีน ณ ประเทศจีน ปักกิ่ง
-บริษัท ทีโอที ท่องเที่ยว ณ ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้
-Glass Line Co., Ltd. ท่องเที่ยวในประเทศ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
-Great Eastern Drug Co., Ltd. ท่องเที่ยวในประเทศ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
-Oishi ท่องเที่ยวต่างประเทศ ฮ่องกง
-CP Consumer Co., Ltd. ท่องเที่ยวต่างประเทศ ทัวร์ญี่ปุ่น
-CP Interfood Co., Ltd. ท่องเที่ยวต่างประเทศ เกาหลี
บริษัท อิลิท ฮอลิเดย์ แอนด์ เอเยนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
193/152 ชั้น12 เลครัชดาออฟฟิศคอมเพล็กซ์ ถนนรัชดาภิิิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม. 10110
โทรศัพท์ 02 661 9399 แฟกซ์ 02 661 9788
เว็บไซต์ http://www.eliteholidaythai.com
หังโจว ซูโจว อู่ซี อาณาจักรบรรพ์ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
“บนฟากฟ้ามีสรวงสรรค์ บนผืนปฐพีมีซูโจวและหังโจว” เป็นวรรคที่เรืองนามมากในกวีบทหนึ่งโดย หยางเซ่าหยิง (Yang Chaoying ค.ศ.1271-1368) กวีสมัยราชวงศ์หยวน บทกวีนี้ได้สาธยายถึงความเป็นเลื่องลือของเมืองหังโจว ซูโจว อูซี และเส้าซิง นับแต่สมัยราชวงศ์ซ้องใต้เป็นต้นมา และเมืองที่กล่าวมานี้เป็นเมืองที่มีคลองจักรพรรดิตัดผ่าน
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชสำนักจีนพ่ายแพ้ต่อ “ชนป่าเถื่อนทางตอนเหนือ” และได้ถอยร่นลงมายังเมืองนูเจิน (Nuzhen) ในปี ค.ศ.1138 มีการสถาปนาแคว้นแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า อณาจักรซ้องใต้ขึ้น โดยมีเมืองหังโจวเป็น “ฐานชั่วคราว” (หรือที่เรียกว่าซิงไจ้ Xingzai) เมืองหังโจวในฐานะของจุดศูนย์กลางของอณาจักรจีนในยุตนี้ได้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการ เนื่องจากการอพยพข้าวของข้าราชการนักปราชญ์มากมาย เมืองนี้เป็นเมืองที่กำแพงป้องกันการบุกรุกของข้าศึกศัตรูนับแต่สมัยราชวงศ์ถัง
คลองจักรพรรดินี้มีที่มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ค.ศ.770-256 ก่อนปีคริสตกาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คลองสายนี้ได้รับการขยายจนมีความยาวกว่า 1,100 ไมล์ (1,800 กิโลเมตร) โดยตัดผ่านมณฑลเจ่อเจียนและเจียนสู ไปยังเมืองปักกิ่งและเชื่อมแม่น้ำสี่สายคือ เซียนทังเจียง (Qiantangjian) หยางจือเจียง (Yangzijiang) ไหวเหอ (Huaihe) และฮวงโห (Huanghe) กษัตริย์แห่งรัฐอู่ได้มีพระราชโองการให้ขุดคลองนี้จากเมืองซูโจวไปถึงแม่น้ำแยงซีเพื่อเตรียมรับศึกสงคราม คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 495 ก่อนคริสต์ศักราช และมีความยาว 53 ไมล์ (85 กิโลเมตร)
เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา คลองสายนี้ได้ต่อยาวออกโดยเชื่อมเมืองหยางโจวเข้ากับแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำไหวเหอทางภาคเหนือ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิหยางตี้แห่งราชวงศ์สุย ผู้ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ.605-618 ได้มีพระราชโองการให้เชื่อมคลองเข้ากับเมืองหยางโจว โดยทรงเชื่อว่าคลองนี้จะทำให้พระองค์ได้ชมผกาสวรรค์ที่มีชื่อว่า ดอกช่วง (qiong) อย่างไรก็ดี ดอกไม้นี้ได้เหี่ยวเฉาไปก่อนที่พระองค์จะได้ยล แต่พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาการให้ขุดคลองนี้ต่อโดยเชื่อมเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นราชธานีในขณะนั้นเข้ากับเมืองปักกิ่งทางตอนเหนือ และแม่น้ำไหวเหอทางตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี่ยังทรงดำริให้ขุดคลองนี้เชื่องแม่น้ำเจินเจียงกับเมืองหังโจว การขุดคลองซึ่งเป็นเครือข่ายยาวราว 1,700 ไมล์ (2,700 กิโลเมตร) ในครั้งนี้ส่งผลให้ลั่วหยางมีทางติดต่อกับพื้นที่ทางทางเหนือและภาคใต้ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดียิ่ง เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ได้รับการขนส่งมายังเมืองลั่วหยางโดยอาศัยเส้นทางนี้ การขนส่งผลิตผลต่างๆก็ล้วนแต่ใช้คลองสายนี้ เช่น ธัญพืช (ซึ่งมีพื้นที่เจินเจียง-เจียงสูเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงปีละสามครั้ง) ผ้าไหม เครื่องเคลือบ และผลผลิตอื่นๆซึ่งราชสำนักต้องการ
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ย้ายราชธานีมายังปักกิ่ง ได้สั่งการขุดเครือข่ายคลองนี้เพื่อเพิ่มเชื่อราชธานีเข้ากับเมืองหังโจวโดยตรงการขุดคลองในครั้งนี้ได้ลดระยะที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองถึง 620-1,100 ไมล์ (1,000-1,800 กิโลเมตร) ล่าสุดมีสิกขาความเป้นไปได้ในการพัฒนาคลองสายนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวคลองสายนี้มิได้เป็นเพียงจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ หากยังเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือชมคลองได้อีกด้วย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง
เมืองหังโจวได้ถูกกล่าวไว้ในบทกวีหลายบทที่แต่งขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เช่นในงานกวีของไป๋จูยี่ (Bai Juyi ค.ศ.772-846) กวีผู้นี้ได้กลายเป็นผู้ว่าราชการเมืองในปีค.ศ.882 และเป็นผู้สั่งการสร้างเขื่อกั้นน้ำที่ ทะเลสาบตะวันตก Wake Lake หรือซีหู (Xihu) เขื่อนนี้มีชื่อว่าไป๋ตี้ (Baidi) จากชื่อของผู้ว่าฯไป๋จูยี่ กวีหญิง หลี่ซิงเจ้า ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี ค.ศ.1084-1151 ได้เขียนคำประพันธ์ขึ้นหลายบทด้วยแรงบันดาลใจที่ได้จากความงามอันหลากสีสันของเมืองหังโจว หังโจวได้กลายเป็นเมืองที่เลื่องลือก้องโลกในสมัยราชวงศ์ซ้องไต้ (ค.ศ 1127-1279) สมัยนี้ประชาชนของเมืองหังโจวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งน้อยกว่าห้าแสนคนเป็นจำนวนกว่าล้านคน และทำให้เมืองหังโจวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดีเมืองหังโจวถูกทำลายเสียกายจนเกือบหมดสิ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่ผิง เมืองหังโจวในปัจจุบันแทบจะไม่มีร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามห้องโลกหลงเหลืออยู่เลย ที่มา : http://merrybrighttravel.com
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชสำนักจีนพ่ายแพ้ต่อ “ชนป่าเถื่อนทางตอนเหนือ” และได้ถอยร่นลงมายังเมืองนูเจิน (Nuzhen) ในปี ค.ศ.1138 มีการสถาปนาแคว้นแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า อณาจักรซ้องใต้ขึ้น โดยมีเมืองหังโจวเป็น “ฐานชั่วคราว” (หรือที่เรียกว่าซิงไจ้ Xingzai) เมืองหังโจวในฐานะของจุดศูนย์กลางของอณาจักรจีนในยุตนี้ได้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการ เนื่องจากการอพยพข้าวของข้าราชการนักปราชญ์มากมาย เมืองนี้เป็นเมืองที่กำแพงป้องกันการบุกรุกของข้าศึกศัตรูนับแต่สมัยราชวงศ์ถัง
คลองจักรพรรดินี้มีที่มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ค.ศ.770-256 ก่อนปีคริสตกาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คลองสายนี้ได้รับการขยายจนมีความยาวกว่า 1,100 ไมล์ (1,800 กิโลเมตร) โดยตัดผ่านมณฑลเจ่อเจียนและเจียนสู ไปยังเมืองปักกิ่งและเชื่อมแม่น้ำสี่สายคือ เซียนทังเจียง (Qiantangjian) หยางจือเจียง (Yangzijiang) ไหวเหอ (Huaihe) และฮวงโห (Huanghe) กษัตริย์แห่งรัฐอู่ได้มีพระราชโองการให้ขุดคลองนี้จากเมืองซูโจวไปถึงแม่น้ำแยงซีเพื่อเตรียมรับศึกสงคราม คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 495 ก่อนคริสต์ศักราช และมีความยาว 53 ไมล์ (85 กิโลเมตร)
เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา คลองสายนี้ได้ต่อยาวออกโดยเชื่อมเมืองหยางโจวเข้ากับแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำไหวเหอทางภาคเหนือ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิหยางตี้แห่งราชวงศ์สุย ผู้ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ.605-618 ได้มีพระราชโองการให้เชื่อมคลองเข้ากับเมืองหยางโจว โดยทรงเชื่อว่าคลองนี้จะทำให้พระองค์ได้ชมผกาสวรรค์ที่มีชื่อว่า ดอกช่วง (qiong) อย่างไรก็ดี ดอกไม้นี้ได้เหี่ยวเฉาไปก่อนที่พระองค์จะได้ยล แต่พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาการให้ขุดคลองนี้ต่อโดยเชื่อมเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นราชธานีในขณะนั้นเข้ากับเมืองปักกิ่งทางตอนเหนือ และแม่น้ำไหวเหอทางตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี่ยังทรงดำริให้ขุดคลองนี้เชื่องแม่น้ำเจินเจียงกับเมืองหังโจว การขุดคลองซึ่งเป็นเครือข่ายยาวราว 1,700 ไมล์ (2,700 กิโลเมตร) ในครั้งนี้ส่งผลให้ลั่วหยางมีทางติดต่อกับพื้นที่ทางทางเหนือและภาคใต้ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดียิ่ง เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ได้รับการขนส่งมายังเมืองลั่วหยางโดยอาศัยเส้นทางนี้ การขนส่งผลิตผลต่างๆก็ล้วนแต่ใช้คลองสายนี้ เช่น ธัญพืช (ซึ่งมีพื้นที่เจินเจียง-เจียงสูเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงปีละสามครั้ง) ผ้าไหม เครื่องเคลือบ และผลผลิตอื่นๆซึ่งราชสำนักต้องการ
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ย้ายราชธานีมายังปักกิ่ง ได้สั่งการขุดเครือข่ายคลองนี้เพื่อเพิ่มเชื่อราชธานีเข้ากับเมืองหังโจวโดยตรงการขุดคลองในครั้งนี้ได้ลดระยะที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองถึง 620-1,100 ไมล์ (1,000-1,800 กิโลเมตร) ล่าสุดมีสิกขาความเป้นไปได้ในการพัฒนาคลองสายนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวคลองสายนี้มิได้เป็นเพียงจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ หากยังเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือชมคลองได้อีกด้วย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง
เมืองหังโจวได้ถูกกล่าวไว้ในบทกวีหลายบทที่แต่งขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เช่นในงานกวีของไป๋จูยี่ (Bai Juyi ค.ศ.772-846) กวีผู้นี้ได้กลายเป็นผู้ว่าราชการเมืองในปีค.ศ.882 และเป็นผู้สั่งการสร้างเขื่อกั้นน้ำที่ ทะเลสาบตะวันตก Wake Lake หรือซีหู (Xihu) เขื่อนนี้มีชื่อว่าไป๋ตี้ (Baidi) จากชื่อของผู้ว่าฯไป๋จูยี่ กวีหญิง หลี่ซิงเจ้า ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี ค.ศ.1084-1151 ได้เขียนคำประพันธ์ขึ้นหลายบทด้วยแรงบันดาลใจที่ได้จากความงามอันหลากสีสันของเมืองหังโจว หังโจวได้กลายเป็นเมืองที่เลื่องลือก้องโลกในสมัยราชวงศ์ซ้องไต้ (ค.ศ 1127-1279) สมัยนี้ประชาชนของเมืองหังโจวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งน้อยกว่าห้าแสนคนเป็นจำนวนกว่าล้านคน และทำให้เมืองหังโจวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดีเมืองหังโจวถูกทำลายเสียกายจนเกือบหมดสิ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่ผิง เมืองหังโจวในปัจจุบันแทบจะไม่มีร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามห้องโลกหลงเหลืออยู่เลย ที่มา : http://merrybrighttravel.com
ตงเป่ยนครที่เย็นทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง
ตงเป่ยเมืองที่หนาวเหน็บทางภาคเหนือของกรุงปักกิ่ง
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบทางเหนือ (North China Plain) อันอุดมในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) เขตแห่งนี้มีพรมแดนทางทิศประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีเดโชในราชบัลลังค์ประเทศจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อจำกัดนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนราษฎรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของเมืองจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของประเทศจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของประเทศหลังม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) นครหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาสัญจรประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองท่องเที่ยวชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของเมืองจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีหน้าหนาวซึ่งกินเวลานานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีราษฎร 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางการติดต่อสื่อสารสายต่างๆ ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประชาชาติที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนกลุ่มน้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยปกครองตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบท้องถิ่นให้ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและธรรมเนียมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบทางเหนือ (North China Plain) อันอุดมในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) เขตแห่งนี้มีพรมแดนทางทิศประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีเดโชในราชบัลลังค์ประเทศจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อจำกัดนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนราษฎรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของเมืองจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของประเทศจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของประเทศหลังม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) นครหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาสัญจรประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองท่องเที่ยวชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของเมืองจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีหน้าหนาวซึ่งกินเวลานานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีราษฎร 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางการติดต่อสื่อสารสายต่างๆ ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประชาชาติที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนกลุ่มน้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยปกครองตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบท้องถิ่นให้ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและธรรมเนียมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ปักกิ่ง นครหลวงแห่งอุดรทิศ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
ตามกระแสความคิดของจีนแบบดั้งเดิม โลกมิได้เป็นปฐพีแบบกลมอย่างความเชื่อในตะวันตกของเทอเลมิ (Ptolemy) หากเชื่อว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงจัตุรัสเมืองของจีน โดยเฉพาะพระนครจึงต้องมีรูปแบบเป็นทรงจัตุรัสเพื่อให้สดคล้องกับแบบอย่างที่มีอยู่ของจักรวาล นครปักกิ่งโบราณจึงเป็นเมืองที่มีแนวความคิดนี้ปรากฎเด่นชัดในผังเมืองมากกว่าเมืองใดๆ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่คนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อพิสูจน์พิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานเหมันต์ของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นนักออกแบบและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างประเทศ เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบเบื้องต้น ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดดุลยภาพ กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางเหนือ ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความสวยงาม ขนาดและความขลังมากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีภูมิอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่คนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อพิสูจน์พิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานเหมันต์ของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นนักออกแบบและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างประเทศ เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบเบื้องต้น ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดดุลยภาพ กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางเหนือ ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความสวยงาม ขนาดและความขลังมากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีภูมิอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
Subscribe to:
Posts (Atom)